นอนห้องไอซียู สมิติเวช กลับเนเธอร์แลนด์ด้วยสายการบิน KLM เล่าประสพการณ์

นอนห้องไอซียู สมิติเวช

นอนห้องไอซียู สมิติเวช  กลับเนเธอร์แลนด์ด้วยสายการบิน KLM เล่าประสพการณ์

ได้มีโอกาสไปบ้านคุณหนึ่งหลังจากเธอตกลงที่จะบอกประสพการณ์ในชีวิตของเธอให้ครั้งหนึ่งที่เธอเคยป่วย  ไปไม่สบายมากจนต้อง นอนห้องไอซียู สมิติเวช  กลับเนเธอร์แลนด์ด้วยสายการบิน KLM คุณหนึ่งเล่าว่าเคยพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลนี้

ไปเมืองไทยปี 2015 สองปีที่แล้ว ปีนี้ 2017 เดินทางไปเที่ยวเมืองไทยกับสามีพักที่โรงแรมหนึ่งในกรุงเทพ  หลังพักอยู่ที่โรงแรมวันที่สอง  ลงไปรับประทานอาหารเช้าที่ห้องอาหารของโรงแรม   เพราะหลังจากนั้นต้องการไปร้านเสริมสวย    แต่ประมาณ 9.30 นาฬิกา  ก็บอกแฟนว่า รู้สึกมีอาการไม่ค่อยดี  ก็เดินกลับขึ้นห้องพัก  เพราะรู้สึกว่ามีอาการ ลิ้นชา  งง ๆ   ตาลาย เห็นรูปร่างแฟนมีสองรูปร่าง แฟนขอให้พนักงานของโรงแรมเรียกรถพยาบาล  

ประมาณ 20 นาที รถพยาบาลก็มาที่โรงแรม  เมื่อเจ้าหน้าทีของโรงพยาบาลขึ้นมาบนห้องพักที่ดิฉันนอนคอยอยู่  ปรากฎว่าตอนนั้นหนูเริ่มพูดไม่ได้แล้ว  เขาก็แนะนำตัวเองและบอกว่ามาจากโรงพยาบลสมิติเวช   ดิฉันก็ได้แต่หลับตาฟัง     พูดอะไรไม่ได้   แถมอาเจียรด้วย ได้ยินเจ้าหน้าที่พูดกันว่า  เอาไปเลย ๆ แล้วก็จับดิฉันขึ้นเปล  ใส่รถพยาบาล  พร้อมกับบอกกับพนักงานโรงแรมบอกให้แฟนของดิฉันต่อว่า  โรงพยาบาลสมิติเวช  สุขุมวิท 48

หลังจากนั้นพี่สาวและพี่เขยก็มาที่โรงแรม  เพราะดิฉันไม่ได้ไปหาเขาตามนัดที่ร้านอาหารเพื่อทานอาหารกลางวันกัน  พนักงานที่โรงแรมได้บอกเขาไปว่ามีรถพยาบาลมารับไปที่โรงพยาบาลสมิติเวช    พวกเขาจึงตามไปที่นั่นด้วย

นอนห้องไอซียู สมิติเวช โรงพยาบาทในกรุงเทพฯ

มาทราบทีหลังว่า  ทางโรงพยาบาลฯ ถามว่า มีเงินไหม  ต้องการให้นำเงินมาวางก่อน 200000 บาท  พี่เขยก็ไม่รู้จะทำยังไง  แต่แฟนบอกว่า  อยู่เนเธอร์แลนด์  ได้ทำประกันสุขภาพไว้   แฟนเอาบัตรประกันไปให้ทางโรงพยาบาลดู  และถามว่าใช้ได้ไหม  ทางโรงพยาบาลดูก็บอกว่าใช้ได้แต่หมอที่นั่น    ต้องขอคุยกับบริษัทประกันก่อน  แฟนก็ต่อสายให้ทางโรงพยาบาลคุยกัน  ซึ่งทางบริษัทประกันก็บอกว่ารับผิดชอบทุกอย่าง  (ซึ่งเรื่องนี้ดิฉัน รัชนีวรรณ คนสัมภาษณ์ ได้ถามสามีคุณหนึ่งว่า  ประกันอะไร  เขาตอบว่าประกันที่ทำไว้กับบริษัทประกันเดินทางต่างประเทศ  ซึ่งคุมเรื่องการเดินทางและสุขภาพด้วย)

ที่โรงพยาบาล  หมอถามหนูว่าชื่ออะไร  มาจากไหน   หนูได้ยิน    แต่ตอบไม่ได้ ๆ แต่สั่นหัวอย่างเดียว  เพราะพูดไม่ได้   มือก็ยกไม่ได้  ความรู้สึกตอนนี้ไม่ไหวแล้ว  ถ้าจะตายก็ให้มันตายไปเลย  เพราะความรู้สึกบอกว่ามันไม่ไหวแล้ว   พอดีแฟนหนูมาคุยกับคุณหมอ  เห็นและได้ยิน  แต่จับความไม่ได้ว่าเขาพูดอะไรกัน จำได้ว่าที่นั่นหมอเอาเหล็กมางัดฟันหนู   หมอบอกอย่ากัดฟัน ๆ  เพราะกลัวหนูจะกัดลิ้นตัวเอง  แต่หนูก็กัดแบบไม่หายใจแล้ว   หมอถามแฟนว่าจะให้ช่วยไหม   แฟนบอกว่าให้ช่วย  พี่เขยก็บอกให้ช่วย  หมอก็ปั๊มหัวใจให้หนู    

หลังจากนั้น ดีขึ้น  พี่เขยเล่าให้ฟังและถามดิฉันว่า  รู้ไหมหมอปั๊มหัวใจให้เธอตั้ง 5 ที   หนูตอบว่าไม่รู้เรื่องเลย   รู้แต่ว่าตอนนั้นนอนอยู่   ได้ยินแต่เสียงว่าเขาทำอะไร   ได้ยินเสียงคนคุยกันแต่ไม่รู้ว่าเขาพูดอะไรกัน   ทางญาติ ๆ ที่มาเยี่ยมคิดว่าจะไม่รอด   เตรียมจะเอาดอกไม้มาใส่มือให้แล้ว เพราะหนูหลับไปตั้งอาทิตย์ครึ่ง

หลังจากที่หมองัดฟัน  เขาก็เอาท่อ  เหมือนท่อสายดำน้ำยาว ๆ  มาใส่ปาก  หนูไม่รู้เรื่องอะไรตอนนี้  ฝันหลายอย่างเลย   ผันว่าไปเที่ยว  ไปไหนต่อไหนทั่วหมด

ตอนที่อยู่ห้องไอซียูครั้งนั้น   ได้ยินพยาบาลคนหนึ่งพูดกับพยาบาลด้วยกันว่า  เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ตายแล้ว ในขณะที่เขา ทำความสะอาดร่างกาย  ทาแป้งให้หนู   พยาบาลคนนี้เขาทำแบบไม่ดีอีกด้วย   จับตัวหนู  พลิกไปพลิกมา  มือแรงมาก  หนูเจ็บ   อยากจะร้องขอว่า  อย่าทำฉันแรง  ฉันเจ็บ   แต่บอกเขาไม่ได้

พยาบาลจับหนูมัดไว้กับเตียง   เพราะหนูดิ้น   พอน้องของหนูมาเยี่ยม  เขายืนข้าง ๆ เตียงนอนหนู ๆ  ก็สะกิดเขา   เพราะหลังจากนั้นหนูรู้ตัวแล้ว  พอหนูสะกิดเขา ๆ ก็ถามว่าจะเอาอะไร  หนูก็พูดไม่ได้  พอดีน้องเห็นข้อมือที่ถูกมัดอยู่  น้องถามว่าใครมัดนี่  ทำไมแน่นจัง  น้องเขาก็คลายเชือกที่มัดออกให้มันหลวม พอน้องออกจากห้องไป  พยาบาลคนเดิมเข้ามาเห็นเข้า  ก็ว่าใครแก้มัดเนี๊ยะ  แล้วเขาก็ขยับเชือกมัดให้มันแน่นเข้ามาอีก  หนูร้อนก็ร้อน  แล้วก็มัดหนูซะแน่น  หนูทำอะไรไม่ได้เลย  โดนมัดอย่างนั้นตั้งแต่อยู่ห้องไอซียู   จนออกไปอยู่ห้องพักฟื้น ประมาณ 3-4 วันเขาถึงจะเอาออก 

อยู่ห้อง ไอซียู สักพัก ก็ต้องนอนรักษาตัวต่อที่ห้องพักพิเศษของโรงพยาบาล  มีอยู่ครั้งหนึ่งมีความอยากดื่มกาแฟ  แต่พูดไม่ได้ พยายามแสดงอาการ  น้องหนู ถามว่าอยากได้อะไร  บอกมา  หนูก็เขียนได้ตัวเดียวเป็นภาษาไทย  เขียนได้ตัว  “ก”  ได้ตัวเดียว   น้องมันก็ไม่เข้าใจ  แฟนหนูก็เลยเขียน “ a b c ” พยัญชนะ  ภาษาอังกฤษ   ถามว่าจะเอาอะไร   หนูก็ชี้  ที่ตัวนั้น ตัวนี้    รวมกันเป็นภาษาฮอลแลนด์   เขาก็เข้าใจว่า  กาแฟ  แต่เขาว่า ไม่ได้  หมอไม่ให้กิน  แต่คนที่มาเยี่ยมไข้หนู เขาดื่มกาแฟกัน  หนู  ได้กลิ่นมัน  ห้อม หอม  อยากดื่มมาก  หลังจากนั้นหมอเลยห้ามให้ใครเอาของกินและดื่มมากินในห้อง   เพราะคนไข้อยากกิน

เพราะการที่พูดไม่ได้  คุณหมอบอก  ถ้าเข้าใจที่หมอพูดให้ยกนิ้วชู 2 นิ้ว  ถ้าไม่เข้าใจให้ชู 3 นิ้ว อาหารที่ได้ทานก็เป็นอาหารเหลว  แต่หมอก็ไม่ให้ทานเยอะมาก  ให้ทานตามที่เขากำหนด  เพราะหนูไม่รู้สึกอิ่มเหมือนเราเคี้ยวอาหารกินเอง  หนูหิวน้ำมาก หมออนุญาตให้บีบน้ำมะนาวใส่ปาก  หรือไม่ก็ให้อมน้ำแข็ง  ห้ามเคี้ยว หนูอยู่โรงพยาบาลที่เมืองไทย 5 อาทิตย์ 
ประกันที่นี้จ่ายเงินให้โรงพยาบาล สมิติเวช ในการรักษาหนูครั้งนั้น ไป  ล้านสาม

บินกลับเนเธอร์แลนด์ด้วยสายการบิน KLM

หลังจากนั้นบริษัทประกัน ส่งหมอจากประเทศเนเธอร์แลนด์ไปรับดิฉันกลับมารักษาตัวต่อที่เนเธอร์แลนด์   เพื่อดูแลหนูในระหว่างการเดินทางกลับเนเธอร์แลนด์ด้วย  ก่อนเดินทางไปเมืองไทย  แฟนซื้อตั๋วไปกลับ  เนเธอร์แลนด์  ด้วยสายการบิน Eva Airlines แต่ขากลับ  ต้องกลับด้วยสายการบิน KLM เพราะบริษัทประกัน   เจาะจงให้กลับด้วยสายการบินนี้  ซึ่งบริษัทประกันให้บริษัททัวร์จัดการเรื่องนี้ให้  โดยที่แฟนไม่ต้องทำอะไรเลย ระหว่างเดินทางกลับเนเธอร์แลนด์  บนเครื่องบินหนูก็นอนมา  หนูนั่งไม่ได้  ต้องนอนตลอดทางเลย  โดยมีหมอที่บินไปรับ  นั่งข้าง ๆ ตลอดทาง บนเครื่องบินเขาใช้ผ้าม่านกั้นเตียงนอน  แฟนของหนู     เขาก็ได้นั่งชั้นธุรกิจกลับพร้อมกัน  แฟนหนูก็จะคอยดูหนูบ่อย ๆ   คุณหมอที่ไปรับดูแลหนูดีมาก   และพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินก็ดูแลเราเป็นอย่างดี   พนักงานต้อนรับอุ่นอาหารเหลวเพื่อที่คุณหมอจะให้หนูทาน   ตามสายยาง   ตามระดับที่เขากำหนดให้ทาน   โดยแฟนจะคอยช่วยดูแล  ยกถุงอาหารเพื่อให้อาหารเหลวลงไปสายยางได้สะดวก  

ครั้งแรกที่ โรงพยาบาล  ฟริสลันด์(Franciscus Vlietland)

พอลงเครื่องบินที่เมืองอัมสเตอร์ดัม   ก็มีรถพยาบาลไปคอยรับตัวส่งโรงพยาบาล  ฟริสลันด์(Franciscus Vlietland  โดยมีหมอที่บินไปรับ  นั่งข้าง ๆ ตลอดทาง เมื่อมาถึงโรงพยาบาล  ฟริสลันด์(Franciscus Vlietland)   เมืองสคีดัม(Schiedam)  ประเทศเนเธอร์แลนด์(Netherlands)  ก็ต้องไปนอนที่ห้องปลอดเชื้อ  คนที่จะเข้าไปให้ห้องต้องสวมชุดคลุมปลอดเชื้อทับ  เสื้อผ้าที่สวมอยู่ถึงจะเข้าไปหาหนูในห้องได้  คนที่จะเข้าไปในห้องได้ก็มีจำนวนจำกัด ที่โรงพยาบาล  ฟริสลันด์   หนูกดปุ่มเรียกพยาบาลเพราะอยากเข้าห้องน้ำ  ก็มีบุรุษพยาบาลมาช่วย  หนูก็ไม่ชอบ  อีกอย่างไม่ชอบให้ใครมาช่วย  อยากช่วยตัวเอง   หลังจากนั้นหนูก็ไม่เรียกใคร  หนูลงจากเตียงเกาะไปเรื่อย ๆ  เกาะประตู  เกาะอ่าง  เข้าห้องน้ำ

ในตอนเช้า  ดีหน่อยที่มีพยาบาลหญิงมาอาบน้ำให้   พออาบเสร็จ  พยาบาลเดินไปเอาเสื้อผ้า  หนูล้มลงกับพื้น  จนพยาบาลมาเห็นก็จับหนูลุกขึ้นพาไปนั่งแต่งตัว  และพาไปนอนที่เตียง ที่นี่จะมีหมอกายภาพบำบัด  มาสอนยกไม้ยกมือ  ยกแข้งยกขา ทำกายภาพบำบัด  ถ้าล้มหมอก็ช่วย ค่อย ๆ ประคองและดูแลให้ทำกายภาพบำบัดต่อไป

เขาให้หนูกินโยเกิตด้วย  แต่บางครั้งหนูโมโหเพราะกินไม่อิ่ม  และดื้อ  หนูดึงสายยางที่ให้อาหารออก พยาบาลถาม เธอดึงสายยางออกเหรอ  หนูโมโห  ก็ไม่ตอบเขา  ต่อมาเขาก็ฝานกล้วยให้กิน  แต่น้ำหนูกินไม่ได้  เพราะหนูจะไอ  กินอะไรที่เป็นวุ้น ๆถึง จะกินได้

พักฟื้นที่บ้านคนชรา ซอนเน่อเฮ้าส์(Zonnehuis, Schiedam)

นอนพักและดูอาการที่โรงพยาบาล  ฟริสลันด์ได้ 3 วัน  ก็ถูกส่งตัวไปพักฟื้นที่บ้านคนชรา ซอนเน่อเฮ้าส์(Zonnehuis, Schiedam)เพื่อรับการดูแล   เพื่อทำกายภาพบำบัดต่อ  เพราะที่นั่นมีสถานที่ทำกายภาพบำบัด  บางครั้งอากาศดีก็ผู้ช่วยก็จะพาดิฉันออกไปเดินนอกบ้านพัก  แต่แม้เดินไม่ไกลก็เหนื่อยมาก  เพราะหนูเป็นเกี่ยวกับปอด 

ตอนตรวจหมอให้หนูเป่าเหมือนเป่าลูกโป่ง คือใช้ที่หนีบ ๆ จมูก และเป่าสิ่งที่หมอเตรียมให้เป่า  แต่หนูเป่าไม่ได้ เพราะหายใจสั้น     ลองเป่าถุงที่หมอลองให้เป่า   ถึงสี่ห้าครั้งด้วยกันก็ทำไม่ได้    หมอที่ฟริสลันด์  เคยโทรไปปรึกษาหมอด้านพิเศษที่ เมืองไลเด่น(Leiden)  เขาแนะนำให้ทำคีโม   เพราะเขาบอกว่ายาที่หนูกินช่วยไม่ได้   เพราะแรงไม่ถึง แต่หมอที่เชี่ยวชาญได้บอกว่า  ตอนนี้ปอดดีขึ้น เป่าถุงที่หมอให้เป่าได้แล้ว  นอกจากนั้นหัวใจของหนูก็รั่วนิด ๆ ด้วย แต่เขาแนะนำให้ดูอาการก่อน  คือให้กินยา  ถ้ายังไม่ช่วยก็ต้องผ่าตัด  

เดือนหน้าหนูต้องไปเมืองไลเด่น  ไปตรวจอาการที่โรงพยาบาลใหญ่ด้วย เวลาหมอนัดให้ไปตรวจที่โรงพยาบาล เมืองไลเด่น(Leiden)  เขาจะตรวจละเอียดมาก เขาให้แก้ผ้านอน  ในอุโมง และตรวจท้องเหมือนตรวจท้องหญิงมีครรภ์   ด้วยการใช้กล้องจ่อที่หน้าท้องฟัง   คุณหมอเป็นผู้ชาย  อายก็อายแต่ต้องทำ  เขาอนุญาตให้แฟนนั่งเป็นเพื่อนได้ด้วย ครั้งต่อไปก็ไปตรวจหัวใจ  ก็ต้องแก้ผ้า  มีสายระโยงระยางเชื่อมกับร่างกาย  ดีหน่อยที่ครั้งนี้เป็นหมอผู้หญิง ตอนตรวจหัวใจที่ไลเด่น  แปะระโยงระยางเต็มตัว เอาซาวเบ้าท์ใส่หู  แล้วให้นอนกลั้นใจ    ให้ยาวที่สุดเท่าที่จะทำได้  

ให้หนูนอนในอุโมงเล็ก ๆ   ตอนแรกหนูกลั้นหายใจไม่ได้  บุรุษพยาบาลบอกว่าเธอต้องกลั้นให้ได้   ไม่งั้นมองไม่เห็น ตอนนี้แฟนบอกว่า  ห้ามให้หนูโมโห  ให้เฉย ๆ ปล่อยไป ๆ เพราะถ้าโมโห  หัวใจมันจะเต้นเร็ว

ช่วงที่ไปพักฟื้นบ้านคนชราพอเดินได้นิด ๆ ก็ต้องใช้รถเข็ญช่วย  เพราะเดินเองไม่ไหว   เดินไม่กี่ก้าวก็จะล้ม  เหนื่อย  ตอนที่เล่านี้   สองปีให้หลัง ตอนนี้อายุ 51 ปี  ก็ยังเดินมากไม่ได้   เหนื่อย   ทุกอาทิตย์ก็ต้องไปทำกายภาพบำบัดอยู่   บางครั้งเดินออกไปนอกบ้าน   เดินสองสามก้าวก็เหนื่อย   ต้องพักเหนื่อยเป็นระยะ ๆ ถึงจะเดินต่อไปได้  ทำกับข้าวได้บ้างแต่ต้องนั่งพัก  ค่อย ๆ ทำไป

นี่คือเรื่องที่คุณหนึ่งเล่าประสพการณ์ให้ฟังค่ะ  ดิฉันขออวยพรให้คุณหนึ่งหายเร็วไว  แข็งแรงขึ้น

แชร์กับเพื่อน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *