รักษาตัววัดถ้ำกระบอก-ของคุณมาลิน

รักษาตัววัดถ้ำกระบอก-ของคุณมาลิน

คุณมาลิน เล่าว่า สมัยที่เป็นเด็ก เคยไป รักษาตัววัดถ้ำกระบอก

ตอนอายุประมาณ 12-13 ปี มีเด็กหญิงหน้าตาเหมือนดิฉันคนหนึ่ง อาศัยอยู่ที่กรุงเทพเพราะแม่เขาแต่งงานกับคนจีนที่กรุงเทพ จึงย้ายไปอยู่กรุงเทพ วันหนึ่งเขากลับมาเยี่ยมคุณยายที่บ้านนอก ที่เพชรบูรณ์ หมู่บ้านโคกสะแกราช ชาวบ้านเขาลือกันว่าเด็กคนนี้หน้าตาของเขาเหมือนดิฉันมาก ขนาดดิฉันเคยแอบไปดูเขาที่บ้านคุณยายของเขา เห็นแล้วยังคิดว่า ทำไมหน้าตาเขาเหมือนเรา ที่ว่าแอบไปดู เพราะว่าห่านที่บ้านคุณยายของเขาดุมาก ภายหลังทราบว่า เด็กคนนี้กลับมาเยี่ยมคุณยายของเขาอีก เขาไปเล่นน้ำที่ท่าน้ำแม่น้ำป่าสักที่อยู่ใกล้ ๆ หมู่บ้าน แล้วจมน้ำตายที่ท่าน้ำนั้น หลังจากนั้นไม่นาน ช่วงวันหยุด ดิฉันไปทำงานรับจ้างลอกปอ ช่วงนั้นทางเพชบูรณ์จะมีการปลูกปอ ลอกปอ ขายปอกันมาก ดิฉันนั่งเกวียนไปกับเจ้าของปอ พร้อมกับลูกของเขา ไปที่ท่าน้ำ ที่เขาแช่ปอไว้ เจ้าของปอจะนำปอ ที่หว่านไว้ หากสูงท่วมหัว สมควรที่จะลอกได้แล้ว ก็จะถอนปอแล้วนำมามัด ๆ รวมกันเป็นมัด ๆ แล้วเอาแต่ละมัดมามัดรวมกันเป็นแพอีกที แล้วเอาไม้หรือหินทับแพปอ ให้จมน้ำแช่ทิ้งไว้เป็นเดือน ถึงจะมีการลอกปอ เมื่อปอที่แช่ไว้ สมควรที่จะลอกได้แล้ว ก็จะมีการลอก เจ้าของปอจะนำมัดเล็ก ๆ จะได้ไม่หนักมากจนเกินไป มาให้ดิฉันลอก ถ้ามัดใหญ่เกินไป ลอกไม่ทัน ก็จะทำให้ปอแห้ง หลังจากลอกปอเสร็จ ตอนเย็นเวลาโพล้เพล้ ดิฉันจะไปอาบน้ำที่ท่าน้ำ ที่เด็กคนนั้นจมน้ำตาย แต่ตลิ่งมันชัน ทำให้ไถล ล้ม เดินไม่ไหว ไม่ได้อาบน้ำ ต้องเอาผ้าถุงชุบน้ำเช็ดตัว หลังจากนั้นพวกเรานั่งเกวียนกลับมาที่บ้านของเจ้าของปอ เจ้าของปอเห็นว่าดิฉันล้ม ก็ถามว่า เจ็บมากไหม จะให้ไปส่งบ้านไหม ดิฉันเป็นคนขี้เกรงใจคน ก็บอกเขาว่าเดินกลับบ้านไหว ก็เลยเดินกลับบ้านคนเดียว ซึ่งจากบ้านนั้นกลับบ้านดิฉันก็ไม่ถึงกิโล ประมาณเจ็ดแปดร้อยเมตร แต่ก็ไกลอยู่นะ อีกอย่างสมัยนั้นไม่มีไฟฟ้า ทางก็เกือบมืด เมื่อเดินมาถึงหน้าวัด เดินต่อไปบ้านไม่ไหว ก็คลานจากวัดกลับบ้าน เมื่อถึงบ้านไม่เห็นแม่ก็ขึ้นนอนคลุมโปงเลยเพราะทั้งเจ็บและเหนื่อย เมื่อแม่มาเห็นก็ถามว่า กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่กินข้าวเหรอ บอกแม่ว่าไม่หิว นอนคลุมโปงอย่างเดียว แม่ก็มาจับตัวดูปรากฏว่าตัวร้อน ช่วงนั้นพ่อก็ไม่อยู่ พ่อไปหาปลาที่สัตหีบ เหมารถไปกับชาวบ้านเพื่อไปหาปลามาเก็บไว้กิน อีกสองวันถึงจะกลับบ้าน เมื่อพ่อกลับมา ตัวยังร้อนอยู่ พ่อก็เลยไปเอาหมอธรรม ในหมู่บ้านมาดู ดิฉันเกิดที่โคราช ไปโตที่เพชรบูรณ์ แล้วย้ายไปอยู่หนองคาย คงจะเน่าที่ฮอลแลนด์นี่แหละ ย้อนเล่าต่อไปว่า พ่อเอา

หมอธรรม

มาเรียกทำขวัญให้ คนในหมู่บ้านก็มาดูและมาช่วยเรียกขวัญด้วย หมอธรรมจะนำขันดอกไม้ ธูปเทียนและเงินมะค้อที่มีรูตรงกลาง มีข้าวเหนียวปั้นเป็นก้อนเล็ก ๆ ไข่ต้ม ด้ายมัดแขน อยู่ในขัน หมอธรรมจะไหว้พระแล้วพูดอะไรไม่รู้จำไม่ได้แล้ว หมอธรรมบอกว่า ทหารธรรมกำลังสู้กับทหารผีนะ หมอธรรมจะเดินไปทั่วในห้อง ตรงที่ดิฉันนอนป่วยนั่นแหละ เวลาเขาคว่ำขัน ของในขันไม่หล่น หมอธรรมบอกว่าทางผี ขอสะพานเงิน สะพานทอง ไม่งั้นลูกจะไม่ได้อยู่กับพ่อแม่นะ พ่อก็รับปากว่าจะทำให้ หมอธรรมก็เขาขันนั้นมาคว่ำไว้ที่ผ้าขาวม้าของพ่อที่ปูไว้ หมอเองไม่รู้ก่อนว่าจะคว่ำขันที่ใคร ถ้าคว่ำที่พ่อก็แสดงว่าลูกรักพ่อมีความสัมพันธ์กับพ่อมาก ซึ่งการคว่ำขันนี้จะไปคว่ำที่ใครก็ได้ อาจเป็นแม่หรือญาติคนไหนก็ได้ แต่ของดิฉันคว่ำขันที่ผ้าขาวม้าของพ่อๆ ก็เรียกขวัญเรา ด้วยการเอาขันที่คว่ำบนผ้าขาวม้าของพ่อ มาวางไว้บนหน้าอกดิฉันแล้วเอาด้ายในขันออกมามัดมือให้ดิฉัน ตามด้วยผู้ใหญ่หลายคนในหมู่บ้าน หลังจากนั้นดิฉันต้องกินข้าวในขัน พร้อมไข่ต้ม หลังจากเสร็จพิธีหลายวัน ดิฉันก็ผอมลงมาก หนังเหี่ยวเหมือนคนแก่ เดินไม่ค่อยไหวแต่ขาไม่ค่อยปวดเท่าไหร่ สมัยนั้นก็มีการรักษาด้วยการฝนยา จากรากไม้กับหินแล้วเอาน้ำที่ได้จากการฝนยาให้ทาน พ่อให้กินทุกวัน บางทีพ่อก็ฝนใส่ขันใหญ่ ๆ เก็บไว้ไห้ดื่ม 

ดิฉันคิดว่าตัวเองจะไม่รอด

เพราะเวลานอน ฝันก็ฝันร้าย ฝันว่ามีเหล็กใหญ่ ๆ จะมาทับตัวเราแบน แต่ในฝันเราก็มีกรรมวิธีให้พ้นจากสถานะการณ์นั้น ด้วยการท่องอะไรนี่แหละ หรือไม่ก็กลั้นลมหายใจ ตอนนี้จำไม่ได้แล้ว หรือไม่ในความฝัน บางครั้งก็เอากระดาษเล็ก ๆ มาฉีกเป็นวงกลม แล้วขึ้นไปเหยียบ อฐิฐานว่าเราต้องหนีให้ได้ เพราะเคยฝันว่าจะมีผู้ชาย วิ่งถือหอกไล่แทง เขามากับผู้หญิง กระดาษก็จะพาเหาะ ไปอยู่บนต้นไม้บ้าง รอดพ้นจากเหตุร้าย ๆ ในความฝันมาได้ ก็เลยขอให้แม่นิมนต์พระมาให้ดิฉันได้ใส่บาตร แม่ก็นิมนต์พระมารับบาตร ดิฉันนั่งบนบันไดใส่บาตร เพราะผิดปกติขาข้างที่มันเจ็บจะยาวกว่าอีกข้างหนึ่ง เหมือนมันโดนกระชาก ยาวผิดกว่าปกติ เพราะฉนั้นเวลาเดินจะเอียง แต่ขาข้างที่ยาวจะยกไม่ได้เลย หลังจากนั้นประมาณสองเดือน ก็มีตากับยายคนในหมู่บ้าน ไปวัดถ้ำกระบอกมาเพราะทั้งสองท่านไปรักษาตัวที่นั่น ก็มาแนะนำให้พ่อพาดิฉันไปรักษาตัวที่

วัดถ้ำกระบอก สระบุรี

ตากับยายท่านจนมากแปลกจริง ๆ ว่าท่านไปวัดถ้ำกระบอกได้ยังไง เพราะสมัยนั้นจากเพชรบุรีไปวัดถ้ำกระบอกไกลมาก การเดินทางของสองพ่อลูกไปวัดถ้ำกระบอกก็เกิดขึ้น

เป็นครั้งแรกที่พ่อพาดิฉันไปวัดถ้ำกระบอก

เพราะอยากให้ลูกหาย เราสองคนนั่งรถนั่งรถสองแถวจากหมู่บ้านไปที่ถนนใหญ่ประมาณ 40 กิโลเมตร ต้องข้ามแม่น้ำสักอีก ท่ารถตรงถนนใหญ่ที่บัวชุม ไปสระบุรี ตอนนั้นค่ารถ 20 บาท ไปลงที่ตลาดรำนาราย์ จากตลาดนั่งรถสองแถวต่อไปลงหน้าพระลานวัดถ้ำกระบอก จากบัวชุมไปวัดถ้ำกระบอกก็ประมาณ 40 กิโลเมตร การเดินทางลำบากสำหรับดิฉันเพราะขนาดจะข้ามถนน ก็ข้ามไม่ได้ ตำรวจจราจรต้องมาช่วยเอาดิฉันข้ามถนน เมื่อรถนำเรามาลงหน้าพระลานแล้ว เราสองพ่อลูกซึ่งไม่รู้จักใครเลย ก็นั่งรอรถเพื่อจะไปวัดถ้ำกระบอก สมัยนั้นไม่มีรถโดยสารไปวัดถ้ำกระบอก แต่จะมีรถคนรวยไปวัดเพื่อนำข้าวของไปถวายที่วัด พอเขาเห็นคนป่วยเขาก็จะรับเข้าไปวัดด้วย วัดถ้ำกระบอกกว้างมาก สมัยนั้นหลวงพ่อจรูญเป็นเจ้าอาวาส น้องชายหรือพี่ชาย จำไม่ได้ของท่านหลวงพ่อเจริญ ซึ่งเป็นพระฝาแฝดกัน ก็อยู่ในวัดด้วย ถ้าจำไม่ผิดปกติท่านอยู่วัดที่ลพบุรี แต่ท่านก็ไป ๆ มา ๆ ที่วัดถ้ำกระบอกเสมอ เมื่อไปถึงวัดวันแรก ๆ เราก็ไปนอนรวมกับผู้ป่วยที่มาขอรักษาตัว   มีคนไปขอรักษาตัวหลายโรค ก็จะมีการให้กินรากอะไรไม่รู้ ให้อาเจียร   อย่างดิฉันเป็นเกี่ยวกับกระดูก เพราะมันหลุด ก็ได้กินยาที่เป็นน้ำมัน ต้องอบตัวด้วยสมุนไพร   ห้องอบก็จะแยกห้องอบตัวหญิง ห้องอบตัวชาย ดิฉันต้องอบตัววันละสามรอบ อบเสร็จ ออกมาอาบน้ำแล้วเข้าไปอบตัวอีก จนครบสามรอบ อบทุกวัน กินยาน้ำมันกินกับน้ำอุ่นทุกวัน พ่อพาดิฉันไปส่งและอยู่ด้วยสองวัน หลังจากนั้นพ่อก็นำดิฉันไป

กราบหลวงปู่น้อย

ที่กุฎิ  มอบตัวให้เป็นลูกศิษย์ ขอให้หลวงพ่อความเมตตาจากหลวงปู่ให้ดูแลลูกสาวให้ด้วย     เพราะพ่อต้องกลับบ้าน   แม่ไกล้คลอดแล้ว   หลวงพ่อท่านก็เมตตารับดิฉันไว้และให้อยู่กับญาติโยมที่รักษาโรคหาย แต่อยู่ที่นั่นดูแลดิฉัน หลวงปู่จะบอกให้ดูแลเหมือนลูกเหมือนหลาน อย่าให้มีการอิจฉาริษยากัน ดิฉันก็จะได้พี่ดาว พี่ดา คุณป้าที่ไปดูแลสามีแกที่เป็นอัมพฤกต์ ที่ไปรักษาตัวอยู่ที่นั่น คุณป้ากับคุณลุงเป็นคนกรุงเทพ ตอนที่ดิฉันไป คุณลุงแกใส่กางเกงเองได้แล้ว ซึ่งตอนแรกกระดุกกระดิกไม่ได้เลย ทั้งสองมีลูกชายชื่อเล็ก   คนที่นั่นก็ตั้งชื่อให้ดิฉันว่าเล็กอีก   ก็เลยมีเด็กหญิงเล็ก กับเด็กชายเล็ก ๆ พาดิฉันกินลูกฝรั่ง ที่จริงถ้าคนป่วยชาวบ้านแถวบ้านดิฉันเขาห้ามกิน แต่ที่นั่นหลวงปู่บอกว่ากินได้ เพราะมันเป็นยา คุณป้าจะดูแลดิฉันเหมือนลูก ไม่ให้ยุ่งในครัวกับผู้ใหญ่   แต่ให้ดิฉันกับเจ้าเล็กไปเก็บผักบุ้ง ปอกผลไม้ถวายหลวงปู่ หรือไม่ก็นำอาหารไปถวายท่าน ตอนแรกที่ไปอยู่วัดถ้ำกระบอกเดินไม่ไหว แต่หลังจากอบตัวและกินยา ทาน้ำมัน อาการดีขึ้น หลวงปู่ก็จะต้มยาอะไรไม่รู้ให้ดื่มด้วย นานเข้าหลวงปู่จะบอกให้ออกวิ่ง หลวงปู่บอก ตีห้าพระตีระฆัง ให้เล็กวิ่งรอบกุฎิของท่าน วิ่งรอบครัว วิ่งรอบที่พักญาติโยม สักสามรอบต่อวันนะลูกนะ ดิฉันก็ทำตาม หมาในวัดก็วิ่งตาม หอนด้วย คือวิ่งแบบลากขานั่นแหละ ช่วงหลังได้รู้จักเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง เสียดายจำชื่อเขาไม่ได้   ชื่อเขาเพราะมาก มีฐานะเป็นลูกสาวคนเดียวของเจ้าของบ้าน มีบ้านอยู่ท้ายวัด รู้จักกันตอนไปเก็บผักบุ้งกับเล็ก เด็กผู้หญิงคนนั้นชอบดิฉัน ชวนดิฉันไปบ้าน ดิฉันขออนุญาตหลวงปู่ไปบ้านเขา   หลวงปู่ท่านอนุญาต ดิฉันก็เดินไปบ้านเขาที่อยู่ท้ายวัดคนเดียว  เดินผ่านเมรุเผาศพ   ออกไปนอกวัด ไปบ้านเขา   บ้านของเขาสวยมาก ๆ เลย เป็นบ้านสองชั้น ทาสีฟ้า   พ่อแม่เขากลับมาจากที่ทำงาน ก็ไม่ว่าอะไร ส่วนมากเราจะนัดกันหลังจากที่เขากลับมาจากโรงเรียน   หลังเลิกเรียนแล้ว เราก็เล่นกันเปลี่ยนเสื่อผ้าเล่น มีของกินจุกจิกกินกัน แล้วก็มีเพื่อนอีกคน อยู่อีกฝั่งของวัด เป็นลูกชาวนา ดิฉันเคยไปนอนบ้านเขาหนึ่งคืนเพราะหลวงปู่อนุญาต นอนคุยกันสนุก เขาไม่ได้รังเกียจเรา เหมือนมีความสัมพันธ์กันมานาน แล้วพ่อแม่เขาก็เก็บผักให้ดิฉันหิ้วกลับวัดเพื่อมาประกอบอาหารถวายพระและเลี้ยงคนในวัด ครั้งหนึ่งหลวงปู่น้อยพูดว่า เล็กมาอยู่นานแล้วนะ

หลวงปู่จะพาเดินขึ้นเขา

วันนั้นมีพี่ดาว พี่ดา กับใครอีกคนจำไม่ได้ เดินขึ้นเขาด้วย หลวงปู่ท่านแก่มากนะ 80 กว่าแล้วแต่เดินเขาเก่งมาก ทางเดินเป็นทางเล็ก ๆ เราเดินตามท่านไม่ทัน ขึ้นเขาไปสักพัก   ก็จะมีช่องเขา มีที่นอนมีหมอน เป็นหิน มีที่หุงต้ม เป็นชุดหินหมดเลย หลวงพ่อบอกว่า ครั้งแรกที่หลวงพ่อใหญ่ท่านมา ท่านมาอยู่ที่นี่   ถ้าเรามองผ่านช่องเขาไป ก็จะเห็นทิวทัศน์สวยมาก ใกล้ ๆ กันนั้น ก็จะมีทางไปอีกด้านหนึ่ง   เราต้องเดินบันไดเหล็กลง เราต้องเดินลงกัน ตั้งสามทอด พี่ดาวกับพี่ดา จุดเทียนวางไปเรื่อย ๆ กันหลงทาง เพราะมีทางแยกหลายแยก   มองเข้าไปถ้ำจะเห็นแสงวาววับ ๆ ระยิบระยับเหมือนเพชร   มีหินงอกสวยมาก แล้วก็จะมี

ถ้ำพระจันทร์

ในนั้น  แต่มีคนเอาหินมาปิดไว้   เพราะว่ามีงูเยอะ งูจะออกมาจากถ้ำพระจันทร์เยอะ ที่จริงในวัดถ้ำกระบอก งูก็เยอะมาก หลังจากนั้นหลวงปู่ก็พากลับมาวัด   กลับมาไหว้พระทำสมาธิ สมัยนั้นดิฉันเป็นคนชอบปวดหัว

หลวงปู่สิน

ที่อยู่วัดนั้นท่านเขกหัว 3 ครั้ง หายปวดหัวเลย หลวงปู่สินทราบตอนหลังว่าท่านตายคาสมาธิ วัดถ้ำกระบอกสมัยนั้นมีพระมาก หลวงปู่เคยพาดิฉันไปรับสัจจะกับ

หลวงตา

อีกรูปหนึ่ง   หลวงตาท่านเขียนข้อความใส่ในกระดาษ ท่านบอกให้เล็กอ่านให้ได้นะ ท่องให้ขึ้นใจ ท่องได้แล้วให้กลืนเลย กลืนทั้งกระดาษเลย ท่านบอกว่าถ้าหนูฝันร้าย หรือเป็นอันตรายให้ท่อง ซึ่งเรื่องนี้เป็นสัจจะ บอกไม่ได้ ทุกวันนี้ก็ใช้ได้อยู่ ๆ กับตัวค่ะ หลวงปู่บอกดิฉันว่าเล็กจะต้องเจออะไรแน่ ๆ เลยพาไปหาหลวงตารูปนั้น คืนนั้นดิฉันไปทำสมาธิกลับมา กำลังจะล้มตัวลงนอน ก็มีผู้หญิงแต่ชุดไทย ใส่รองเท้าปลายแหลม ๆ มีกำไลแขนสวย ที่เคยไปเข้าฝันดิฉันที่บ้านตอนป่วย ก่อนที่จะมาวัดถ้ำกระบอก เพียงแต่ตอนนี้ดิฉันยังไม่หลับ พอเห็นก็นึกในใจว่า ผู้หญิงคนนี้มาอีกแล้วหรือเนี๊ยะ ผู้หญิงคนนี้เข้ามานั่งพับเพียบตรงปลายที่นอนของดิฉัน  ดิฉันก็ลุกขึ้นนั่งแล้วถามเขาว่า คุณมาทำอะไร เธอตอบว่า ก็มาตามลูกไง ดิฉันพูดกับเขาเฉยเลยค่ะ ดิฉันถามเขาต่อว่า ใครคือลูกคุณ   ก็หนูไงเป็นลูกแม่ ๆ มาตามหาหนู 3000 ปีแล้วนะ แม่ได้ไปแล้วนะ คู่แฝดของลูกหนะ ลูกไม่ไปกับแม่เหรอ ห้องของลูกก็ยังอยู่ เพชร ทองหยอง เต็มห้องนะลูก ดิฉันก็ร้องไห้บอกไม่ไป คุณรู้ไหม พ่อฉันนะชื่อขุนทอง แม่ฉันชื่อสุข คุณไม่ใช่แม่ฉัน พ่อแม่ฉันมี อย่ามาตู่พูดแบบนี้ไม่ได้ ของพวกนั้นหนูก็ไม่เอา   ไม่ใช่ของหนู คุณอยากให้ใครก็ให้ไปเลย เธอก็บอกว่าหนูเป็นลูกแม่จริง ๆ เธอร้องไห้ไปด้วย จะเอาดิฉันไปให้ได้   น่าสงสารมาก พอดีดิฉันนึกขึ้นได้ว่าหลวงตาได้สอนคาถาไว้ ดิฉันก็นึกถึงท่านได้ นึกถึงคำสัจจะที่ดิฉันท่องแล้วกลืนเข้าท้องไป ดิฉันก็หลับตาท่องคำสัจจะนั้นแล้วก็เป่าออกไป พอลืมตาขึ้นมา ผู้หญิงคนนั้นก็หายไป ดิฉันรีบไปหาหลวงปู่ทันที ไปเคาะประตูกุฏิเรียกท่าน ดิฉันนั่งนอกประตูกุฏิหลวงปู่บอกหลวงปู่ว่า หลวงปู่หนูมีเรื่องอะไรจะเล่าให้หลวงปู่ฟัง   หลวงปู่พูดว่า ไม่ต้องเล่าหรอก หลวงปู่รู้ถึงได้พาไปหาหลวงตา ตอนหลังถึงมาฉุดคิดได้ว่า   เด็กผู้หญิงที่เสียชีวิตที่หมู่บ้าน ทำไมหน้าตาของเขาถึงเหมือนดิฉัน ภายในวัดถ้ำกระบอกสมัยนั้น ดิฉันได้มีโอกาส

กราบนมัสการสรีระ หลวงพ่อใหญ่

ตอนแรกคิดว่าหลวงพ่อใหญ่คือภิกษุ แต่ไม่ใช่ หลวงพ่อใหญ่คือภิกษุณี ซึ่งตอนนั้นยังไม่ได้เผา ในศาลาเก็บสรีระของท่าน จะมีโอ่งมีน้ำมันทาแผลหรือนำมานวดถ้าเจ็บปวดตรงไหน ซึ่งคนเอาขวดไปใส่มาใช้ได้ จะมีคนดูแลคอยทำเติมเสมอ เพราะวัดถ้ำกระบอกจะมีเศรษฐี คนมีฐานะ ที่ใจบุญมาอุปถัมภ์วัดตลอด ข้าง ๆ ศาลาเก็บสรีระของท่านยังมีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งจะมีน้ำอยู่ตลอดเวลา จะไม่แห้งเลยใช้กินได้ตลอด นอกจากนั้นดิฉันยังได้ความเมตตาจาก

หลวงพี่สมศักดิ์

ที่จะเอาขนมมาให้กิน เวลาท่านบิณฑบาตรมาได้หลวงพี่สมศักดิ์ เคยติดเฮโรอินมาก่อน มารักษาที่วัดถ้ำกระบอก หลังจากท่านรักษาตัวหายแล้ว ท่านก็บวชอยู่ที่วัดถ้ำกระบอก ดิฉันยังเคยไปธุดงค์กับ

หลวงพี่พยุง

ด้วย หลวงพี่พยุงท่านเก่งในทางใบ้หวย พวกที่ไปทำบุญศรัทธาท่านมาก ไปกราบท่านทีไร ออกไปจากวัด พวกเขาถูกหวย ก็จะซื้อข้าวของมาถวายให้ทางวัดเยอะแยะ เพื่อเลี้ยงคน บางทีสองสามอาทิตย์ จะมีการแจกของใช้เช่น รองเท้า ยาสีฟัน ผ้าเช็ดตัว พวกเราก็ไปยืนแถวรับของกัน

สมัยนั้นที่วัดถ้ำกระบอก ก็มีคนที่ติดยาเสพติดไปรักษาตัวกันเยอะ

ผู้ติดยาจะนั่งเรียงกันเป็นแถว เพื่อรักษาตัววัดถ้ำกระบอก โดยนั่วที่หน้ารางสำหรับรองรับอาเจียร ดิฉันซึ่งเป็นเด็ก ก็จะคอยส่งขันน้ำยาให้ผู้ติดยาบ้าง ส่งกระดาษทิชชู่ให้เช็ดปากบ้าง หรือไม่ก็จะคอยตักน้ำล้างรางที่ผู้ติดยาดื่มน้ำยาและก็อาเจียร ลงตามรางอาเจียร ดิฉันก็จะไปตักน้ำ เทน้ำจากถังไปตามรางเพื่อล้างให้อาเจียรไหลไปลงท่อ ที่นั่นก็จะมีคนอาษา หรือไม่ก็คือผู้ที่รักษาตัวหายแล้ว ก็อาษาอยู่ช่วยเหลือคนที่มารักษาตัวอยู่ที่นั่น นำคนที่ติดยา ที่อ่อนเพลียจากการอาเจียร ไปพักที่ห้องใต้ดิน พ่อของดิฉันเคยเล่าตอนหลังให้ฟังว่าเคยถามคน เรื่องหลวงพ่อใหญ่ เขาเล่าว่า สมัยก่อน

จอมพลสฤษธิ์ ธนรัตน์

เคยท้ากับท่านว่าเป็นเป็นภิกษุณี ไม่สามารถเหาะเหิรเดินอากาศได้ ท่านก็เลยรับท้าจอมพลสฤษธิ์ จากสระบุรีไปกรุงเทพ สมัยนั้นก็นัดเวลากันที่กรุงเทพ จอมพลสฤษธิ์ ส่งคนมาดูแลรักษาการณ์ที่วัด ก็เห็นกันว่าหลวงพ่อใหญ่ฉันอาหาร อยู่วัดเป็นปกติ แต่พอถึงเวลานัดหมายปรากฎว่า หลวงพ่อใหญ่อยู่ที่นัดหมายกับจอมพลสฤษธิ์ ที่กรุงเทพแล้ว หลังจากคุยธุระเสร็จปุ๊ป ท่านก็กลับถึงถ้ำกระบอก เรื่องนี้จึงทำให้หลวงพ่อใหญ่ดังมากอย่างนี้ อยู่ที่วัดถ้ำกระบอกได้สามเดือน พ่อ แม่ก็มารับกลับบ้าน แม่อุ้มน้องคนเล็กที่เพิ่งคลอดได้ไม่ถึงสองเดือนมาด้วย พอพวกเรามาถึงบัวชุมกัน ซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วงที่ฝนตกหนัก น้ำขึ้น แต่ก็มีเรืองหางยาววิ่ง พอข้ามน้ำมาจะไปที่หมู่บ้าน ก็ไม่มีรถสองแถววิ่งเพราะน้ำขึ้นมาก ถนนเจิ่งไปด้วยน้ำ ไม่มีรถโดยสารกลับหมู่บ้าน พวกเราต้องเดินกัน แต่โชคดีที่มีรถบรรทุกไม้ผ่านมา เขาจอดรับพวกเราให้พวกเรานั่งไปกับเขาด้วย จนถึงหมู่บ้านนา ตะโก เขาก็มีน้ำใจพาพวกเราไปกินข้าวที่ร้านในหมู่บ้านนั้น หลังจากกินข้าวเสร็จ เขาก็มีน้ำใจ ขับรถไปส่งเราถึงถนนหน้าหมู่บ้านเรา ซึ่งจากนั้นไปคิดว่าประมาณ 4 กิโลเมตร ภายหลังหากเขาขับรถผ่านมาแถวหมู่บ้าน ก็จะมาเยี่ยมบ้านเรา เขาบอกพ่อว่า ลูกสาวหน้าตาดี มีวาสนานะ อาจเป็นเพราะว่าตอนที่ดิฉันอยู่วัดถ้ำกระบอก ต้องอบตัวทุกวัน ผิวพรรณเลยดูดี ดิฉันกลับไปหมู่บ้านคนในหมู่บ้านจำดิฉันไม่ได้ เหมือนคนตายแล้วเกิดใหม่ หน้าตาดี ขาข้างที่ยาวกว่าอีกข้างหนึ่ง ก็ยึดประสานกันดี ขาทั้งสองข้างก็ยาวเท่ากัน เดินเหิรได้ตามปกติ ซึ่งเมื่อก่อนเวลานั่ง จะนั่งเหมือนกบ กางขาออก นั่งพับเพียบก็ไม่ได้ ขอจบเรื่องการไปรักษาตัวที่วัดถ้ำกระบอกเพียงแค่นี้ค่ะ

แชร์กับเพื่อน

3 ความเห็นบน “รักษาตัววัดถ้ำกระบอก-ของคุณมาลิน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *